Skip to content

GED เรียนอะไรบ้าง ? เจาะลึก 4 วิชาหลัก พร้อมแนวทางเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบจริง

GED เรียนอะไรบ้าง

สรุปสั้น: GED เรียนอะไรบ้าง ?

  • GED มีทั้งหมด 4 วิชา: Reasoning Through Language Arts (RLA), Mathematics, Science และ Social Studies
  • ระดับของข้อสอบ: เนื้อหาโดยรวมอยู่ในระดับมัธยมปลาย และข้อสอบสำหรับผู้สอบในประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษ
  • การสอบ: สามารถเลือกสอบแยกเป็นรายวิชาได้ ไม่จำเป็นต้องสอบทั้ง 4 วิชาพร้อมกัน

น้องคนไหนอยากได้ทางลัดในการเรียนม.ปลายจบไว ๆ และตั้งใจจะสอบ GED เพื่อยื่นเทียบวุฒิไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแต่ยังไม่ทราบว่า GED เรียนอะไรบ้าง มีสอบกี่วิชา แต่ละวิชาสอบอะไรบ้าง วันนี้พี่กริฟฟินจะมาสรุปให้ฟังพร้อมแชร์เทคนิคการเริ่มต้นเตรียมตัวสอบ GED ให้พร้อมสอบผ่านในรอบเดียวกัน

 

GED ต้องเรียนกี่วิชา

การที่น้อง ๆ จะได้รับวุฒิ GED ซึ่งเป็นวุฒิในระดับ High School Equivalency Diploma ของสหรัฐอเมริกาที่ทางกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยให้การรับรองว่าสามารถใช้ยื่นเทียบวุฒิในระดับเทียบเท่ามัธยมปลายได้นั้น จะต้องผ่านการสอบทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ (RLA – Reasoning Through Language Arts), คณิตศาสตร์ (Mathematics), วิทยาศาสตร์ (Science) และสังคมศึกษา (Social Studies) โดยทำคะแนนได้มากกว่า 145 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน) ในทุกรายวิชาจึงจะได้รับใบรับรองวุฒิ GED ที่สามารถนำเอาไปยื่นเทียบวุฒิการศึกษาของประเทศไทยได้

  

GED เรียนอะไรบ้างในแต่ละวิชา

RLA – Reasoning Through Language Arts (ภาษาอังกฤษ)

สำหรับข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษของ GED จะเป็นข้อสอบวัดทักษะด้านการอ่านจับใจความ, ไวยากรณ์, คำศัพท์ และการเขียน แบ่งเป็นข้อสอบ Reading 45 ข้อ และข้อสอบ Writing 1 ข้อ รวมทั้งหมด 46 ข้อ กำหนดเวลาสอบ 150 นาที ลักษณะข้อสอบจะเป็น Passage ที่ผู้สอบจะต้องตีความเรื่องที่อ่านและวิเคราะห์คำตอบออกมาให้ถูกต้องที่สุด โดยจะมีทั้งข้อสอบแบบเลือกตอบ, ลากตอบ (Drag and Drop) และเขียนตอบ (Extended Response) เนื้อหาการสอบจะประกอบไปด้วย

  • Reading for Meaning (การอ่านจับใจความ) วัดความเข้าใจในการจับประเด็น, วัดความเข้าใจในบริบท, การตีความเนื้อหา/ คำศัพท์/ สำนวน รวมไปถึงการวิเคราะห์มุมมองและจุดประสงค์ของผู้เขียน
  • Grammar and Language (ภาษาและไวยากรณ์) วัดความสามารถในการใช้งานไวยากรณ์อย่างถูกต้อง, การวิเคราะห์โครงสร้างประโยค, การใช้เครื่องหมาย Punctuation รวมไปถึงการสะกดคำและการเลือกใช้คำศัพท์อย่างเหมาะสม
  • Identifying and Creating Arguments (การวิเคราะห์และหาข้อโต้แย้ง) วัดทักษะด้านการวิเคราะห์เชื่อมโยงเนื้อหา สามารถมองหาข้อโต้แย้งหรือจุดผิดพลาดได้อย่างตรงประเด็น
  • Extended Response (การเขียน) วัดทักษะด้านการเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยโจทย์จะมี Argumentative Passage จำนวน 2 เรื่องที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน ผู้สอบจะต้องยกข้อความใน Passage มาเขียนประกอบเหตุผลว่าฝั่งไหนมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

 

Mathematics (คณิตศาสตร์)

ข้อสอบ GED Math จะเป็นการวัดความรู้คณิตศาสตร์ในระดับมัธยมปลาย โดยมีทั้งส่วนที่อนุญาตให้ใช้งานเครื่องคิดเลขได้จำนวน 41 ข้อ และส่วนที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข 5 ข้อ รวมทั้งหมด 46 ข้อ กำหนดเวลาสอบ 115 นาที ภายในตัวข้อสอบยังมีแผ่นรวมสูตรคำนวณหรือ Formula Sheet ที่สามารถเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา สำหรับเนื้อหาการสอบวิชาคณิตศาสตร์ก็จะประกอบไปด้วย

  • Basic Math (คณิตศาสตร์พื้นฐาน) วัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาพื้นฐาน (บวก, ลบ, คูณ, หาร) ตัวเลขที่เป็นจำนวนเต็ม, เศษส่วน, ร้อยละ, ทศนิยม, รากที่สอง, เลขยกกำลัง
  • Geometry (เรขาคณิต) วัดความสามารถในการแก้โจทย์เรขาคณิตทั้งแบบสองมิติและสามมิติ การหาพื้นที่, เส้นรอบรูป, รัศมี, ปริมาตร, พื้นผิว ตลอดจนความสัมพันธ์ของรูปทรงเรขาคณิต
  • Basic Algebra (พีชคณิตพื้นฐาน) วัดความสามารถในการแก้โจทย์พีชคณิตพื้นฐาน แก้สมการ, อสมการ, การลดรูปสมการ, สมการเชิงเส้น และสูตรกำลังสอง โดยจะมีโจทย์ทั้งรูปแบบตัวแปรเดียวและสองตัวแปร
  • Graphs and Functions (กราฟและฟังก์ชัน) วัดความสามารถในการวิเคราะห์และแก้โจทย์ หาจุดตัด, ความชัน, ค่าเฉลี่ย, ฐานนิยม, ความน่าจะเป็นและสถิติของกราฟ, ตาราง, ฟังก์ชัน และแผนภูมิ

 

Science (วิทยาศาสตร์)

ทางด้านของข้อสอบ GED Science จะเน้นวัดกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์, การวิเคราะห์และอนุมานผลการทดลอง, การตีความข้อมูลและการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ โดยจะอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขในการคำนวณได้ ข้อสอบจะมีทั้งหมดประมาณ 36-40 ข้อ (ขึ้นอยู่กับชุดข้อสอบที่ได้รับ) กำหนดเวลาสอบทั้งหมด 90 นาที ใน 3 หัวข้อหลัก ดังนี้

  • Life Science (ชีววิทยา) วัดความรู้ด้านชีววิทยาและสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่เซลล์, พันธุศาสตร์, กระบวนการเกิดของสิ่งมีชีวิต, ระบบนิเวศ, ระบบร่างกายมนุษย์ รวมไปถึงวิวัฒนาการและการคัดเลือกของสิ่งแวดล้อม มีคำถามอยู่ที่ราว 40% 
  • Physical Science (ฟิสิกส์) วัดความรู้ด้านฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น อะตอม, โมเลกุล, สสารและปฏิกิริยาทางเคมีพื้นฐาน, การเคลื่อนที่, แรง, พลังงาน, ไฟฟ้า, สนามแม่เหล็ก คำถามในหัวข้อนี้จะอยู่ที่ประมาณ 40% 
  • Earth and Space Science (โลกและอวกาศ) วัดความรู้ด้านธรณีวิทยาและดาราศาสตร์ ตั้งแต่วงจรและกระบวนการทางธรณีวิทยา, โครงสร้างโลก, แผ่นเปลือกโลก, ทรัพยากรธรรมชาติ, แหล่งพลังงานและเชื้อเพลิง, ภูมิประเทศ, ภูมิอากาศ รวมไปถึงระบบสุริยะและอวกาศ ส่วนนี้จะมีคำถามที่ราว 20% 

 

Social Studies (สังคมศึกษา)

ในส่วนของข้อสอบ GED Social Studies หรือรายวิชาสังคม จะเน้นวัดความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและประวัติศาสตร์ผ่านการอ่านบทความ เอกสารสำคัญ และภาพการ์ตูนล้อเลียนการเมือง โดยข้อคำถามส่วนมากมักจะเป็นข้อมูลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน “สหรัฐอเมริกา” เป็นหลัก มีจำนวนข้อสอบอยู่ที่ราว 48-50 ข้อ (ขึ้นอยู่กับชุดข้อสอบ) กำหนดเวลาการสอบ 70 นาที โดยจะมีหัวข้อการสอบ ดังนี้

  • Civics and Government (การเมืองการปกครอง) วัดความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่พลเมือง, รัฐธรรมนูญ, ระบบการปกครอง และโครงสร้างอำนาจ 3 ฝ่ายของสหรัฐอเมริกา (บริหาร, นิติบัญญัติ, ตุลาการ) ข้อสอบในหัวข้อนี้จะคิดเป็น 50%
  • U.S. History (ประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา) วัดความรู้ด้านเหตุการณ์และบุคคลสำคัญของอเมริกา ย้อนไปตั้งแต่การค้นพบทวีป, ยุคตั้งรกราก, การล่าอาณานิคม, สงครามปฏิวัติ, สงครามการเมือง, สงครามโลก, สงครามเย็น ไปจนถึงเหตุการณ์ 9/11 และการประท้วงครั้งใหญ่ มีคำถามอยู่ที่ประมาณ 20%
  • Economics (เศรษฐศาสตร์) วัดความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ทั่วไป กลไกตลาด, ภาวะการว่างงาน, นโยบายการเงินและลงทุน, ความสัมพันธ์และผลกระทบของระบบเศรษฐกิจจากสงคราม ตลอดจนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ มีคำถามราว 15% 
  • Geography and the World (ภูมิศาสตร์และโลก) วัดความรู้ด้านภูมิศาสตร์โลก, แผนที่โลก, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการอพยพย้ายถิ่นฐาน, ผลกระทบของเทคโนโลยีต่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม ข้อคำถามจะอยู่ที่ประมาณ 15% 

 

GED แต่ละวิชายากไหม ต้องมีพื้นฐานแค่ไหน

ข้อสอบ GED แต่ละรายวิชาจะเน้นวัดความรู้ในระดับมัธยมปลาย จึงไม่ยากเกินความสามารถของน้อง ๆ ทุกคนอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ข้อสอบ GED ยังไม่ใช่ข้อสอบที่เน้นการท่องจำเนื้อหาเป็นหลัก แต่เน้นวัดความเข้าใจและการตีความเนื้อหาที่โจทย์ระบุให้เป็นหลัก แม้จะเป็นวิชาสังคมก็ไม่ต้องท่องจำข้อมูลทีละมาก ๆ เพียงแค่อ่าน Passage ให้เข้าใจก็สามารถทำข้อสอบได้แล้ว แต่ทั้งนี้ ข้อมูลบางอย่างก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยความจำในบางส่วนด้วย และเนื่องจากข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ จึงจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับปานกลางขึ้นไป เพื่อที่จะได้สามารถทำความเข้าใจโจทย์ได้อย่างตรงประเด็น

 

เตรียมสอบ GED ให้พร้อม เริ่มต้นอย่างไร

หลังจากที่แนะนำกันไปแล้วว่า GED เรียนอะไรบ้าง ถัดมาพี่กริฟฟินก็ขอแชร์เทคนิคการเริ่มต้นเตรียมตัวสอบ GED เพิ่ม เพื่อให้น้อง ๆ ได้ลองนำเอาไปปรับใช้ดูก่อนลงสอบ GED

1. ปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ

สำหรับใครที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษน้อย หรือใช้งานภาษาอังกฤษได้ไม่คล่อง แนะนำให้เตรียมความพร้อมด้วยการ Upskill ภาษาอังกฤษก่อน เนื่องจากข้อสอบ GED เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษล้วน หากข้ามไปอ่านสอบเลยอาจทำให้อ่านโจทย์ไม่เข้าใจและตีความโจทย์ผิดจนทำให้ตอบคำถามผิดและเสียคะแนนไปเปล่า ๆ นั่นเอง โดยน้อง ๆ สามารถเริ่มปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษของตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยการอ่านและดูคอนเทนต์ที่สนใจเป็นภาษาอังกฤษ ฝึกจับใจความสำคัญของเรื่องราวให้ได้ เพราะใจความสำคัญของข้อสอบ GED คือการจับประเด็นอย่างถูกต้อง

2. ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษและศัพท์เฉพาะของแต่ละวิชา

นอกจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่สำคัญแล้ว ยังมีคำศัพท์เฉพาะของรายวิชาอื่น ๆ ที่น้อง ๆ จะต้องท่องจำให้ขึ้นใจด้วย ทั้งศัพท์ทางคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ และสังคม โดยเฉพาะคำศัพท์คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่บางคนอาจไม่คุ้นชินกับคำเรียกในภาษาอังกฤษเพราะเคยชินกับการใช้ศัพท์ภาษาไทย จึงต้องท่องศัพท์ให้ครอบคลุมครบถ้วนทุกรายวิชา เพื่อที่จะได้ตีความโจทย์ได้อย่างรวดเร็ว

3. ฝึกทำข้อสอบและทบทวนเนื้อหาการสอบทีละวิชา

ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียน GED ทุกรายวิชาพร้อมกัน เนื่องจากการสอบ GED นั้นอนุญาตให้ผู้สอบสามารถลงสอบทีละวิชาได้ จึงอยากแนะนำให้โฟกัสเนื้อหาการสอบของแต่ละวิชาอย่างเต็มที่และค่อย ๆ ทยอยลงสอบแยกรายวิชาจนครบถ้วนทั้ง 4 วิชา

4. ลงสอบ GED Ready

ก่อนจะสมัครสอบ GED และได้วุฒิ GED มาครองเพื่อยื่นเทียบวุฒิเรียนต่อ ผู้สอบทุกคนจะต้องผ่านการสอบ GED Ready หรือข้อสอบ GED เสมือนจริงให้ครบทุกวิชาก่อน โดยข้อสอบ GED Ready นี้จะมีความยากเทียบเท่ากับข้อสอบตัวจริง แต่มีจำนวนข้อและเวลาสอบน้อยกว่า ซึ่งหากสอบ GED Ready ผ่าน (145 คะแนนขึ้นไป) ก็จะถือว่าพร้อมสำหรับการสอบ GED รอบจริงแล้วนั่นเอง (แนะนำให้กลับไปทบทวนเพิ่มก่อนลงสอบจริงอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ)

 

เตรียมตัวสอบ GED กับ House of Griffin

หากน้องคนไหนมีเวลาการเตรียมสอบจำกัดและอยากสอบ GED ให้ผ่านไว ๆ ขอแนะนำให้เลือกลงเรียน GED กับ House of Griffin สถาบันติวสอบ GED แบบ All-in-one ที่ผ่านการรับรองจาก GED Official ให้เป็น Authorized GED Test Prep Provider แห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชีย ติวเข้มเจาะลึกทุกรายวิชาจากครูผู้เชี่ยวชาญ พร้อมมีทีมวิชาการคอยประเมินผลเป็นระยะ ดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่ปรึกษาวางแผนเรียน GED ไปจนถึงการรับวุฒิ GED และให้คำแนะนำเรื่องการเลือกคณะเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอนาคต

Share this article