
สรุปสั้น: คะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปเอเชีย ใช้คะแนนเท่าไร ? |
เราเชื่อว่ามีน้อง ๆ หลายคนที่อยากเรียนต่อต่างประเทศในมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก แต่ไม่อยากเดินทางไปไกลบ้านมากนัก ดังนั้นวันนี้เลยจะพามาแนะนำให้น้อง ๆ รู้จักกับมหาวิทยาลัยระดับท็อปเอเชียประจำปี 2026 พร้อมชี้เป้าคณะดังและแจกเกณฑ์คะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้น้อง ๆ ได้ลองศึกษาและเตรียมตัววางแผนการเรียนในอนาคต
แนะนำคณะดังของมหาวิทยาลัย Top 10 ในเอเชีย พร้อมเกณฑ์คะแนน IELTS
ทาง QS World University Rankings หน่วยงานประเมินคุณภาพสถานศึกษาระดับโลก ได้เผยลำดับรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ Top 10 จาก 1,526 แห่งทั่วทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยมหาวิทยาลัยที่ติด 10 อันดับในปีนี้มาจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง, สิงคโปร์ และจีน (แผ่นดินใหญ่) โดยแต่ละแห่งก็จะมีเกณฑ์คะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันไป ดังนี้
อันดับ 1 : University of Hong Kong (HKU)
เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1911 และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในหมู่นักศึกษาต่างชาติ โดยมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติสูงถึง 72.6% และมีหลักสูตรนานาชาติที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษล้วน ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานภาษาจีนก็สามารถสมัครเรียนได้ แถมยังอยู่ในกลุ่ม Universitas 21 (U21) เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่เน้นการวิจัยเป็นหลักอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีอัตราการได้งานทำของบัณฑิตสูงเป็นอันดับ 1 ในฮ่องกง และอันดับ 10 ของโลก
คณะดังของ HKU ได้แก่ ทันตแพทยศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, ภาษาศาสตร์, ภูมิศาสตร์, รัฐศาสตร์, ศิลปศาสตร์, สถาปัตยกรรมศาสตร์และสิ่งแวดล้อม, วิศวกรรมศาสตร์, นิติศาสตร์ และคณะอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายทั้งในสายวิทยาศาสตร์, สังคมศาสตร์, การแพทย์และเทคโนโลยี
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือ IB Diploma หรือ IGCSE (A-Level)
- ใช้คะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยขั้นต่ำ 6.5 หรือเทียบเท่า (บางหลักสูตรอาจกำหนดถึง 7.0)
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 2 : Peking University (PKU)
มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หรือเป่ยต้า เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของจีนที่มีความเก่าแก่เป็นอันดับต้น ๆ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1898 โดยการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะเป็นภาษาจีน และจำเป็นต้องยื่นคะแนนผลสอบวัดระดับภาษาจีนก่อนเข้าเรียน จึงมีจำนวนนักศึกษาต่างชาติไม่สูงมากนัก แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีผลงานด้านการวิจัยที่โดดเด่น
คณะดังของ PKU ได้แก่ คณะด้านวิทยาศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี, สังคมศาสตร์, เศรษฐศาสตร์และการจัดการ, รัฐศาสตร์ และการแพทย์
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยปักกิ่งเปิดรับนักศึกษาต่างชาติผ่าน International Admission แต่ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรภาษาจีน และต้องใช้คะแนน HSK สำหรับนักเรียนไทยที่สนใจอาจสมัครผ่านโครงการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยในเครือ โดยมหาวิทยาลัยในไทยที่เป็น Partner กับ ม.ปักกิ่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
อันดับ 3 (ร่วม) : Nanyang Technological University (NTU)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง เป็น 1 ใน 2 มหาวิทยาลัยรัฐขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ (คู่แข่งกับ NUS) ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 โดยเป็นมหาวิทยาลัยที่เติบโตเร็วเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านงานวิจัยทางวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ 34% และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการจ้างงานของบัณฑิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ รวมถึงหน่วยงาน The Career & Attachment Office (CAO) ช่วยเหลือด้านการหางานของบัณฑิตด้วย
คณะดังของ NTU ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์, Computing & Data Science, บริหารธุรกิจ, มนุษยศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรอื่น ๆ ที่น่าสนใจให้เลือกเรียนทั้งในสาย สังคมศาสตร์, ศิลปศาสตร์, วิทยาศาสตร์สุขภาพ และรัฐศาสตร์
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6), IB Diploma
- มีผลสอบ IELTS 6.0 หรือเทียบเท่า
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร (ตรวจสอบได้จากลิงก์ด้านล่าง)
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 3 (ร่วม) : National University of Singapore (NUS)
มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (คู่แข่งกับ NTU) ก่อตั้งขึ้นในปี 1905 มีวิทยาเขตกระจายตัวอยู่ถึง 3 แห่งทั่วสิงคโปร์ โดดเด่นทั้งในด้านของการวิจัยและการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต มีตัวเลือกการเรียนทั้งหลักสูตรปริญญาเดี่ยว, ปริญญาคู่ และหลักสูตรบูรณาการ โดยมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ 39% โดยมหาวิทยาลัยระบุว่ามีอัตราการได้งานทำของบัณฑิตที่ 100% ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา (มีหน่วยงาน NUS Business School Career Services คอยช่วยเหลือด้านการหางานของบัณฑิต)
คณะดังของ NUS ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, บริหารธุรกิจ, รัฐศาสตร์, วิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงยังมีคณะด้านสังคมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, มนุษยศาสตร์, ดนตรี และศิลปะให้ลงเรียนอีกด้วย
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ที่ 3.00 ขึ้นไป, IGCSE (A-Level), IB Diploma
- มีผลสอบ IELTS 6.5 หรือเทียบเท่า
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร (ตรวจสอบได้จากลิงก์ด้านล่าง)
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 5 : Fudan University
มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในประเทศจีนที่ตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งขึ้นในปี 1905 โดยเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัย C9 League หรือกลุ่มมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศด้านการศึกษาและการวิจัยในระดับโลก มีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 17% มีหลักสูตรนานาชาติที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาต่างชาติในบางสาขา
คณะดังของ Fudan University ในหลักสูตรนานาชาติ ได้แก่ การเงินและเทคโนโลยี (GBF), เศรษฐศาสตร์ (UIPE), Data Science (UIPDB), การกำกับดูแลองค์กรระดับโลก (IOGG) และแพทยศาสตร์ (MBBS)
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6), IB Diploma
- มีผลสอบ IELTS 6.5 หรือเทียบเท่า
- มีผลคะแนนสอบ CSCA ในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร (ตรวจสอบได้จากลิงก์ด้านล่าง)
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 6 : The Hong Kong University of Science and Technology (HKUST)
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง เป็นมหาวิทยาลัยด้านการวิจัยแห่งแรกของฮ่องกง ก่อตั้งเมื่อปี 1991 และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดดเด่นด้านงานวิจัยสุดล้ำสมัย โดยเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยในเครือข่าย Chang’e 8 ที่พัฒนาดาวเทียมดวงแรกของฮ่องกง มีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติสูงถึง 48%
คณะดังของ HKUST ได้แก่ วิทยาศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, ธุรกิจและการจัดการ, มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสหวิทยาการ
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ที่ 3.00 ขึ้นไป, IB Diploma
- มีผลสอบ IELTS 6.0 หรือเทียบเท่า
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร (ตรวจสอบได้จากลิงก์ด้านล่าง)
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 7 (ร่วม) : City University of Hong Kong (CityU)
มหาวิทยาลัยซิตี้ฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยยอดนิยมสำหรับนักศึกษาต่างชาติ มีหลักสูตรนานาชาติครอบคลุมการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษอย่างครบถ้วนครบทุกสาขาวิชาและมีโปรแกรมฝึกประสบการณ์ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษาชาวไทยจนมีการตั้งสมาคมนักศึกษาไทย Thai Soc @CityU ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย
คณะดังของ CityU ได้แก่ บริหารธุรกิจ, วิศวกรรมศาสตร์, แพทยศาสตร์, ชีวการแพทย์ ไปจนถึงสัตวแพทยศาสตร์ และมีหลักสูตรด้านสังคมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, รัฐศาสตร์ ศิลปะและการสร้างสรรค์ให้เลือกเรียนอย่างครอบคลุม
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6), IB Diploma (ขั้นต่ำ 30 คะแนนขึ้นไป), IGCSE (A-Level)
- มีผลสอบ IELTS 6.5 หรือเทียบเท่า
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 7 (ร่วม) : Chinese University of Hong Kong (CUHK)
มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นในปี 1963 โดดเด่นด้านการวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย รวมทั้งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในฮ่องกงที่ใช้ระบบ Collegiate System คือ จะแบ่งการดูแลนักศึกษาออกเป็นสัดส่วนในแต่ละ Residential Colleges ทั้งการเรียน, การพักอาศัย และการทำกิจกรรมต่าง ๆ คล้ายกับบ้านใน Harry Potter มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ 34% และมีตัวเลือกหลักสูตรการเรียนทั้งหลักสูตรนานาชาติแบบภาษาอังกฤษล้วน, หลักสูตรจีน และหลักสูตรสองภาษา
คณะดังของ CUHK ได้แก่ แพทยศาสตร์, พยาบาลศาสตร์, ปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการคอมพิวเตอร์, ภาษาศาสตร์, ชีวการแพทย์, สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีคณะในด้านสังคมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ศิลปศาสตร์, ศึกษาศาสตร์ และบริหารธุรกิจให้เลือกเรียนด้วย
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ที่ 3.00 ขึ้นไป, IB Diploma (ขั้นต่ำ 30 คะแนนขึ้นไป)
- มีผลสอบ IELTS 6.0 หรือเทียบเท่า
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 9 : Tsinghua University
มหาวิทยาลัยชิงหวา เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าเป็น “MIT แห่งเมืองจีน” โดดเด่นในด้านการเรียนการสอนและสายวิจัยสาย STEM เป็นหลัก ก่อตั้งขึ้นในปี 1911 มีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ราว 13% มีหลักสูตรทั้งแบบอินเตอร์ (ไม่ต้องใช้คะแนนภาษาจีน) และหลักสูตรจีน รวมไปถึงมีหลักสูตรแบบปริญญาคู่ให้เลือกเรียนอีกด้วย นอกจากนี้อัตราการจ้างงานของบัณฑิตยังสูงถึง 97%
คณะดังของ Tsinghua University ได้แก่ วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี, แพทยศาสตร์, ศิลปศาสตร์และวรรณกรรม, สังคมศาสตร์
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6)
- ใช้คะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยขั้นต่ำ 6.5 หรือเทียบเท่า
- มีผลสอบวัดระดับภาษาจีน HSK 5 (เฉพาะผู้ที่สมัครเรียนหลักสูตรจีน)
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
อันดับ 10 : The Hong Kong Polytechnic University (PolyU)
มหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคฮ่องกง เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังในฮ่องกงที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1937 โดดเด่นด้านการวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัยภายใต้คำขวัญ “เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์เพื่อมวลมนุษย์ (To learn and to apply, for the benefit of mankind)” จึงเน้นการเรียนการสอนผ่านการฝึกประสบการณ์จริงของนักศึกษาเป็นหลัก โดยในปัจจุบันมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ 47% และมีหลักสูตรอินเตอร์สำหรับนักศึกษาต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ
คณะดังของ PolyU ได้แก่ การโรงแรมและการท่องเที่ยว, พยาบาลศาสตร์, สถาปัตยกรรมและการออกแบบ, วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สถิติ รวมไปถึงยังมีคณะอื่น ๆ ที่น่าสนใจในสายวิทยาศาสตร์, สังคมศาสตร์, มนุษยศาสตร์ และภาษาศาสตร์ให้เลือกลงเรียนด้วย
เกณฑ์การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ
- มีผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6), IB Diploma (ขั้นต่ำ 32 คะแนนขึ้นไป) IGCSE (A-Level)
- มีผลสอบ IELTS 6.0 หรือเทียบเท่า
- มีผลการเรียนในรายวิชาที่ระบุของแต่ละหลักสูตร
รายละเอียดการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ คลิก
*หมายเหตุ : เกณฑ์คะแนนอาจแตกต่างกันในแต่ละปีและแต่ละหลักสูตร ควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการของแต่ละมหาวิทยาลัยอีกครั้ง
เทคนิคติวสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูง เตรียมยื่นเข้า Top U ในเอเชีย
มาถึงตรงนี้พี่กริฟฟินเชื่อว่าน้อง ๆ น่าจะเห็นภาพกันมากขึ้นแล้วว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 10 ของเอเชียแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง ซึ่งถ้าใครอยากสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็จะต้องเตรียมตัวสอบ IELTS เพื่อนำเอาคะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการให้ได้ หากใครยังไม่รู้จะเตรียมตัวยังไง พี่กริฟฟินก็มี 5 เทคนิคติวสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูง ๆ มาฝากกัน
1. ศึกษาเกี่ยวกับการสอบ IELTS และวางแผนการสอบ
อันดับแรกก่อนจะเริ่มเตรียมสอบ น้อง ๆ จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อสอบ IELTS เสียก่อนว่ามีลักษณะเป็นยังไง สอบอะไรบ้าง มีเกณฑ์การให้คะแนนยังไงบ้าง โดยข้อสอบ IELTS นั้นจะมีการวัดความสามารถในการใช้งานภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ โดยที่ในพาร์ต Listening และ Reading จะเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ ส่วนข้อสอบ Writing จะเป็นการสอบเขียนตามข้อมูลที่โจทย์ระบุ และข้อสอบ Speaking จะเป็นการสอบพูดกับกรรมการคุมสอบตามหัวข้อที่ได้รับมา จากนั้นลองนำเอาข้อสอบเก่ามาลองทำและเปิดเทียบเฉลยเพื่อประเมินความสามารถและจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อที่จะได้เริ่มวางแผนการเตรียมคะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างรัดกุม
2. ฝึกทักษะด้าน Listening & Reading
ทั้ง 2 ทักษะนี้สามารถฝึกควบคู่กันไปได้ง่าย ๆ โดยเริ่มจากการดูหรือฟังคลิปการรายงานข่าวที่เป็นภาษาอังกฤษ โดยแนะนำให้ลองฝึกดูและฟังคลิปในหลากหลายสำเนียง เช่น อังกฤษ, อเมริกา, อินเดีย, ออสเตรเลีย, สเปน, อิตาลี เนื่องจากข้อสอบในพาร์ต Listening จะมีส่วนที่ต้องฟังบทสนทนาของผู้พูดที่มีหลากหลายสำเนียง โดยอาจดูซ้ำ 2 รอบ ในรอบแรกลองฟังโดยไม่เปิด Subtitle ประกอบและเช็กความเข้าใจอีกครั้งด้วยการฟังซ้ำพร้อมเปิด Subtitle เพื่อเช็กความถูกต้องอีกครั้งพร้อมฝึกทักษะด้านการอ่านไปด้วย
3. ฝึกเขียนแบบมี Template
ถัดมาเป็นการฝึกทักษะด้าน Writing ที่น้อง ๆ สามารถร่าง Template ส่วนตัวเอาไว้ฝึกการเขียนในเวลาที่จำกัดให้ออกมาได้อย่างครบถ้วนและมีส่วนประกอบครบ โดยแรกเริ่มอาจลองดูตัวอย่างการเขียนของคนอื่น ๆ และนำเอามาปรับรูปแบบการเขียนให้เป็นในแบบฉบับของตัวเอง เช่น เขียนเริ่มต้นเข้าเรื่อง (Introduction) ด้วยประโยคแบบไหน จากนั้นเขียนเชื่อมเข้าสู่เนื้อหา (Body) แบบใด และปิดจบ (Conclusion) ให้ดูรวบรัด ตรงประเด็น โดยแทรกการใช้ Complex Sentence เพื่อดึงความสนใจในการอ่านและกำหนด Tense การเขียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4. ฝึกพูดคุยโต้ตอบกับคนรู้จัก หรือใช้ตัวช่วยเสริม
สำหรับทักษะด้าน Speaking ที่จะต้องสอบพูดกับกรรมการคุมสอบตามหัวข้อที่ระบุ ก็ลองหยิบเอาหัวข้อที่ออกสอบบ่อย ๆ มาลองฝึกพูดและอัดเสียงเอาไว้ฟังซ้ำเพื่อปรับปรุงการพูดของเราให้ดีขึ้นในครั้งถัดไป และขอความช่วยเหลือจากเพื่อนและคนรู้จักให้เป็นคู่สนทนาในการลองฝึกพูดตามหัวข้อการสอบ เพื่อที่จะได้ลดความเกร็งเวลาสอบจริง หรือใช้ตัวช่วยเสริมอย่างแอปพลิเคชันฝึกพูด Speaking ที่มี AI ช่วยในการวิเคราะห์คะแนนในการพูดมาเป็นตัวช่วยเสริมได้
5. ทำข้อสอบ Mock Test แบบจับเวลาตามจริง
หลังจากฝึกฝนทักษะทั้ง 4 ด้านจนเริ่มมั่นใจแล้ว ให้ดาวน์โหลดข้อสอบเก่า ๆ มาทดลองทำแบบจับเวลาตามจริง เนื่องจากข้อสอบ IELTS นั้นมีจำนวนข้อค่อนข้างเยอะ จึงควรฝึกบริหารเวลาการทำสอบให้ดีเพื่อให้ทำข้อสอบได้ครบถ้วนและทันเวลา
ติวสอบ IELTS ที่ House of Griffin อุ่นใจกว่า
ถ้าใครต้องการผู้ช่วยในการเตรียมตัวสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูง ๆ ตั้งแต่การลงสอบครั้งแรก เพื่อนำเอาคะแนน IELTS เข้ามหาวิทยาลัยใน Top U ของเอเชีย พี่กริฟฟินก็ขอแนะนำให้ลงติวกับ House of Griffin ที่มีคอร์สติว IELTS แบบการันตีคะแนน IELTS 6.0 ตั้งแต่การสอบรอบแรก เลือกวันเรียนได้ทั้งวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ รวมถึงยังมีคอร์สออนไลน์สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาเรียนที่สถาบันอีกด้วย
